นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหลังเทศกาลสงกรานต์พิจารณาแนวทางการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรในกลุ่มเป้าหมาย 3 ล้านราย ปล่อยสินเชื่อไม่เกิน 30,000 บาทต่อราย คิดดอกเบี้ยร้อยละ 4 เพื่อปล่อยให้กับลูกค้า ธ.ก.ส.และสมาชิกเกษตรกร

โดยห้ามนำเงินไปใช้ด้านอื่น เน้นใช้เงินผ่านบัตรสินเชื่อเกษตรกรเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เริ่มวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันเกษตรแห่งชาติ รวมถึงการช่วยลดภาระต้นทุนหลายด้านให้กับรายย่อยผู้ถือบัตรสวัสดิการรองรับการพัฒนาอาชีพ รวมถึงการดึงสหกรณ์ 20 แห่ง มาร่วมปรับปรุงประสิทธิภาพ การขายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสมาชิกเกษตรกร เพื่อให้รู้จักการวิเคราะห์สภาพดิน การผสมปุ๋ยสั่งตัดให้ตรงกับพืชและดินแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อด้านเกษตรอีกหลายประเภทรองรับความต้องการของเกษตรกร จึงต้องชี้แจงให้รับรู้ว่าหากปรับเปลี่ยนการผลิตต้องรู้ว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าการปลูกพืชเดิม จึงต้องการส่งเสริมให้รวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบ X, Y, Z ใครมีที่ดินนำมาใช้ปลูกพืช ส่วนสมาชิกอื่นใช้ต้นทุนแรงงาน และผลผลิตนำมาขายเป็นรายได้ เมื่อต้องการสินเชื่อคิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 กลุ่มดังกล่าวมีประมาณ 160,000 ราย นอกจากนี้ ยังต้องนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาส่งเสริมกลุ่มที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจากอาชีพเดิม 1 ล้านคน เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้การผลิตและการตลาด

ทั้งนี้ หลังจากเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเฟส 2 ลงทะเบียนฝึกอบรมอาชีพ มีผู้สนใจฝึกอาชีพเสริมผ่าน ธ.ก.ส. 3.7 ล้านราย ขณะนี้เตรียมเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. (หมอประชารัฐสุขใจ) ลงพื้นที่สอบถามความต้องการเมนูอาชีพ เน้นกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี เพื่อสอบถามภาระหนี้นอกระบบประมาณ 500,000 ราย เพื่อโอนให้มาอยู่ในการดูแลของ ธ.ก.ส. หากเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส.จะพิจารณาสภาพหนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อช่วยลดภาระทั้งการยืดอายุการชำระหนี้ โดยเสนอให้รัฐบาลช่วยรับภาระหนี้ดอกเบี้ยบางส่วนให้ นอกจากนี้ ยังต้องสอบถามอาชีพเดิมที่ทำอยู่มีปัญหาอย่างไร และต้องการทำอาชีพเสริมอย่างไรบ้าง กลุ่มนี้มี 600,000 คน คาดว่าเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สอบถามชาวบ้านได้ประมาณ 20 คนต่อวัน ต่อเจ้าหน้าที่ 1 คน จึงต้องเร่งดำเนินการอบรมอาชีพช่วงเดือนพฤษภาคม

เมื่อสอบถามความเห็นอย่างละเอียดแบบต่อตัวต่อแล้ว จะส่งข้อมูลและประสานไปยังกรมส่งเสริมเกษตรกร เพื่อร่วมกับ ธ.ก.ส.จัดโซนพื้นที่ออกฝึกอบรม หากพื้นที่ใดกระทรวงเกษตรฯ ไม่ส่งเสริมให้ปลูกพืชจะได้เปลี่ยนอาชีพไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นทดแทน เพื่อเริ่มปฏิรูปภาคเกษตร ด้วยการใช้การตลาดเป็นตัวนำให้ทราบราคาตลาดรับซื้อ เพื่อตัดสินใจปลูกพืช จากนั้นจะให้สหกรณ์การเกษตร 1,368 แห่งทั่วประเทศและตลาดประชารัฐเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิต ดังนั้น ปีนี้จึงเน้นฟื้นฟูสหกรณ์การเกษตรที่ ธ.ก.ส.ดูแลให้มีประสิทธิภาพ ใช้เป็นหัวขบวนในพื้นที่คอยรับซื้อผลผลิตและช่วยเหลือสมาชิกรายย่อย. – สำนักข่าวไทย